อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค

 

อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค
เจียวกู้หลานฟอร์ยูนำเสนอ

 

บทความเรื่องอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค

หน้าแรก

เรื่องน่าสนใจ

รายละเอียดสินค้า


    
ดร.พรทิพย์ วิรัชวงศ์
กลุ่มวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์

จากบทความก่อนๆ ที่เคยกล่าวถึงนิยามและแหล่งที่มาของอนุมูลอิสระ ภาวะ oxidative stress และสารต้านอนุมูลอิสระไปแล้วนั้น (รูปที่ 1) คราวนี้จะขอมุ่งเน้นไปที่อนุมูลอิสระกับภาวะการ เกิดโรค โดยถ้าเราสามารถกำหนดให้ร่างกายอยู่ในสภาวะอุดมคตินั่นคือ สภาวะที่มีความสมดุลของ อนุมูลอิสระกับสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระก็สามารถจับกับอนุมูลอิสระได้ จนหมด แต่ในสภาพจริงไม่เป็นเช่นนั้น จนเป็นที่มาของภาวะ oxidative stress ซึ่งคือภาวะที่มี อนุมูลอิสระมากมายเสียจนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอ และจากสาเหตุดังกล่าวส่งผลให้เกิดการ ทำลายดีเอ็นเอ โปรตีน ไขมัน และโมเลกุลขนาดเล็กอื่นๆ โดยการทำลายดังกล่าวจัดเป็น oxidative damage ซึ่งโมเลกุลเป้าหมายที่เกิด oxidative damage จะแตกต่างกันไปขึ้นกับลักษณะของเซลล์ ชนิด และความรุนแรงของสภาวะ oxidative stress ที่เกิดขึ้น

อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค
รูปที่ 1 แสดงแหล่งที่มาของอนุมูลอิสระ (free radicals)

มีรายงานว่าโรคบางชนิดมีสาเหตุมาจากการทำลายโดยกระบวนการออกซิเดชั่นของดีเอ็นเอ โปรตีน ไขมัน แต่ในบางโรคภาวะ oxidative stress ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุเบื้องต้น แต่กลับเป็นผลสืบ เนื่องมาจากกระบวนการเกิดโรค และส่งผลให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อดังเช่น การติดเชื้อ (infection)  การบาดเจ็บ (trauma) การได้รับสารพิษ (toxins) หรือภาวะอื่นๆ มักเป็นต้นเหตุของการสร้างและ สะสมของอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพของโรคต่อไป โดยภาวะที่ไม่สมดุลของปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น และรีดักชั่นในร่างกาย มีผลต่อการปรับเปลี่ยนการแสดงออกของยีนของโรคและภาวะต่างๆ ดังนี้คือ
1. โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases)
2. โรคมะเร็ง (cancer)
3. โรคเบาหวาน (diabetes)
4. โรคทางระบบประสาท (neurological diseases)
5. โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน (immune diseases)
6. โรคตา (eye diseases)
7. ภาวะชราภาพ (aging process)
โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular diseases)
โรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ส่วนใหญ่มักสืบเนื่องมาจากโรคที่ผนังเส้นเลือดแดงแข็ง
ตัว (artherosclerosis) ซึ่งเป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดมีความหนาเพิ่มขึ้น โดยที่ภาวะเส้นเลือดอุดตัน ในสมอง (stroke) และภาวะหัวใจขาดเลือด (myocardial infarction) เกิดขึ้นได้เมื่อหลอดเลือดมี การอุดตันอย่างสมบูรณ์ ภาวะผนังเส้นเลือดแดงแข็งตัว (รูปที่ 2) เริ่มต้นจากการเคลื่อนย้ายของ monocytes เข้า ไปในหลอดเลือดโดยการกระตุ้นต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของการทำลายหลอดเลือด (endothelium injury)  เช่นการทำลายทางกลศาสตร์จากภาวะความดันโลหิตสูง การติดเชื้อไวรัส การได้รับสารพิษ เช่น จาก ควันบุหรี่ การสะสมของสารบางอย่าง เช่น กลูโคส โคเลสเตอรอล หรือ homocysteine
อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค
รูปที่ 2 แสดงกระบวนการเกิดของ fatty streak ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดผนังเส้นเลือดแดงแข็งตัว

Artherosclerotic lesions เริ่มที่มีการสะสมของแถบไขมันที่เรียกว่า fatty streak ซึ่ง
เกิดมาจากการรวมตัวเป็นกลุ่มของ foam cells ในผนังหลอดเลือด โดย foam cells นี้ประกอบไปด้วย LDL cholesterol ที่เกิดการออกซิไดส์ แล้วถูกจับกินโดย macrophages ซึ่งก็คือ monocytes ที่
เข้ามาอยู่ในผนังหลอดเลือดตอนแรกนั่นเอง จากการทดลองพบว่า macrophage นี้มี receptor ที่
สามารถจดจำและจับ oxidized LDL ไว้ได้ ดังนั้นจึงจัดว่า macrophages เหล่านี้เป็นตัวตั้งต้น 
(precursors) ของการสร้างแผ่นเคลือบหลอดเลือดที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัวตามมา

โรคมะเร็ง 
จากการคาดการณ์พบว่า 88-90% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม ซึ่งปัจจัยทางด้านอาหารที่บริโภคคิดเป็น 35% อย่างไรก็ตามการบริโภคอาหารบางประเภทสามารถช่วยให้เราพ้นจากโรคมะเร็งได้เช่นกัน ดังหลักฐานการบริโภค -carotene, vitamin E และ C, และซีลีเนียม ซึ่งจัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้

มีการศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นว่าอนุมูลอิสระมีบทบาททั้งในกระบวนการเริ่มต้นและการส่งเสริมการเกิดโรคมะเร็ง โดยการเปลี่ยนแปลงในระดับดีเอ็นเอของเซลล์ อนุมูลอิสระ Hydroxyl(OH•) สามารถเข้าจับกับดีเอ็นเอ แล้วส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเบส purine และ pyrimidine โดย oxidative lesion ที่เกิดบนดีเอ็นเอของเซลล์ปกติ โดยเฉลี่ยเท่ากับ 1 ต่อเบส 106 เบส ซึ่งจำนวนนี้ยังสูงกว่าการจับของสารก่อมะเร็ง (carcinogen) กับเบสของดีเอ็นเอของเซลล์ที่สัมผัสอยู่กับสารก่อมะเร็งเสียอีก ดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยเลยว่าการทำลายของ ดีเอ็นเอโดยอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการเจริญของเซลล์มะเร็งเมื่อคนมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญของการเจริญของเซลล์มะเร็ง น่าจะเกี่ยวข้องกับการกลายพันธ์ของยีน p53 ซึ่งเป็นยีนกดการเจริญของเซลล์มะเร็ง โดยการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ ถ้ายีน p53 โดนยับยั้งจะทำให้ เซลล์ที่ดีเอ็นเอถูกทำลายสามารถผ่านเข้าสู่ cell cycle เพื่อการแบ่งตัวกลายเป็นเซลล์มะเร็งเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ โดยพบว่าในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งผิวหนังมีการกลายพันธ์ของยีน p53 ถึง 75% และ 90% ตามลำดับ จากการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอดังกล่าวจะทำให้เกิดสารผลลัพธ์ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ พบคือ 8-hydroxy-2-deoxyguanosine (8-OH-dG) โดยจัดว่าเป็นตัวชี้วัดทางชีววิทยา (biological marker) ตัวหนึ่งที่สามารถวัดได้ทั้งในและนอกร่างกายของคนหรือสัตว์ทดลอง นอกเหนือจากการทำลายดีเอ็นเอโดยตรงโดยอนุมูลอิสระแล้ว การทำลายโดยปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxydative damage) ยังเกิดได้กับไขมัน หรือโปรตีน ยกตัวอย่างเช่น เอนไซม์ที่ใช้ซ่อมแซมดีเอ็นเอ (DNA repair enzymes) ซึ่งสุดท้ายก็จะนำไปสู่การทำลายพันธุ์ของดีเอ็นเอนั่นเอง

การศึกษาระบาดวิทยา

จากการศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการบริโภคผัก ผลไม้ จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 30-50% โดยจากการศึกษาทั้งหมด 156 การทดลอง พบว่า 128 การทดลองแสดงให้เห็นถึงฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ ของการบริโภคผัก ผลไม้

ได้มีการศึกษาและพบว่าการบริโภคผัก ผลไม้ ซึ่งมีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ เช่น carotenoid, vitamin C และ E, polyphenol, และซีลีเนียม จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ vitamin C และซีลีเนียม อย่างไรก็ตามแม้ว่า -carotene จะช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายอย่าง โดยเฉพาะมะเร็งปอดและมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่ก็มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า  -carotene อาจเป็นสารก่อมะเร็งร่วม (co-carcinogen) โดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่หรือคนที่สัมผัสอยู่กับสารก่อมะเร็ง (carcinogens) อื่นๆ ที่พบในโรงงานอุตสาหกรรม

การศึกษาทางคลินิก

จากการศึกษาพบว่าการได้รับ -carotene 25 mg ต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ เฉพาะในคนปกติที่ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ในกลุ่มคนที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ -carotene จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า - carotene อาจเป็นสารก่อมะเร็งร่วม (co-carcinogen) โดยสารผลลัพธ์ของ -carotene ที่ถูกออกซิไดส์จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นในภาวะ oxidative stress ดังเช่นภาวะที่เกิดขึ้นในร่างกายผู้ที่สูบบุหรี่นั่นเอง

การทดลองในคนที่รับประทานผัก ผลไม้ปริมาณสูงๆ (12.5 servings ต่อวัน) จะช่วยลด
ภาวะ oxidative stress นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อนำมาใช้ร่วมกับเคมีบำบัดบางประเภทจะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อผู้ป่วยได้

โรคเบาหวาน
ภาวะ oxidative stress เป็นปัจจัยสำคัญของพยาธิสภาพการเกิดโรคเบาหวานทั้งชนิด 
type 1 และ type 2 ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ ซึ่งส่วนหนึ่งสามารถอธิบายได้จากการเพิ่มปริมาณของไขมัน LDL ที่ถูกออกซิไดส์ (oxidized LDL) แม้ยังไม่มีการชี้ชัดว่าปริมาณ -tocopherol ในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต่ำกว่าปกติ แต่พบว่าปริมาณของ vitamin C ในเลือดของผู้ป่วยจะลดต่ำกว่าคนปกติ ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพของการต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ลดลงในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อาจอธิบายได้จากผลการทำลายดีเอ็นเอ จากภาวะ oxidative stress นั่นเอง โดยในผู้ป่วยจะมีปริมาณของสายดีเอ็นเอที่ถูกตัดขาดและเบส pyrimidine ที่ถูกออกซิไดส์ (oxidized pyrimidines) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับคนปกติ

การเกิด glycation ของโปรตีนทำให้เกิดการสะสมของ advanced glycation end 
products (AGEs) ซึ่งเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ และเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนของโรค ดังแสดงในรูปที่ 3 โดย AGEs นี้สามารถปลดปล่อยอนุมูล superoxide และ H2O2 และสามารถกระตุ้นการทำงานของ phagocytes นอกจากนี้ยังไปลดปริมาณของ glutathione ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวหนึ่งในร่างกายอีกด้วย

อนุมูลอิสระเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดโรค
รูปที่ 3 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอนุมูลอิสระกับภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

การศึกษาทางคลินิก

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด type 2 ที่ได้รับ flavonol (quercetin) จะมีปริมาณของดีเอ็นเอ
ที่ถูกทำลายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการบริโภค flavonol ปริมาณต่ำ นอกจากนี้ยังได้มีการศึกษาถึงการใช้สารต้านอนุมูลอิสระเพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน type 1 และ type 2 โดยการให้ -lipoic acid, vitamin E หรือซีลีเนียม นาน 12 สัปดาห์ พบว่าอาการทางระบบประสาท(neurological symtomps) ของผู้ป่วยดีขึ้น และภาวะ lipid peroxidation ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันก็ลดต่ำลงด้วย

จากการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวาน type 1 ที่ได้รับ flavonol เพิ่มจากอาหารปกติ (1,800 - 
2,000 แคลอรี่) จำนวน 28 คน นาน 3 เดือน พบว่าปริมาณ glycated hemoglobin (HBA1C) ลดลง
เล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก (placebo group) อย่างไรก็ตามผลดังกล่าวยังไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของเพศ และปริมาณ (HBA1C) เริ่มต้นของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม นอกจากนี้ยังพบว่าในกลุ่มที่ได้รับ flavonol จะทำให้ระบบต้านอนุมูลอิสระของร่างกายดีขึ้นดังจะเห็นได้ว่าปริมาณ thiol ใน plasma protein เพิ่มขึ้น และมี glutathione reductase activity เพิ่มขึ้น และมีการเพิ่มขึ้นของ lag time ของการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของ LDL ที่มี copper เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา แต่เอนไซม์อื่นๆ ที่จัดเป็น antioxidant enzymes ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับภาวะ oxidative stress กับโรคทางระบบประสาท โรคทางระบบภูมิคุ้มกัน โรคตา และภาวะชราภาพ สามารถติดตามต่อได้ในคราวหน้าค่ะ

เอกสารอ้างอิง

1. Willcox J.K., et al. Antioxidants and prevention of chronic disease. Critical 
Reviews in Food Science and Nutrition. 2004; 44: 275-295.

2. Halliwell B. Drug antioxidant effects: A basis for drug selection. Drugs. 
1991; 42 (4): 569-605.

                3. http://www.gpo.or.th/rdi/html/oxidative_stress.html

     เจียวกู้หลานป่าสมุนไพรมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เจียวกู้หลานฟอร์ยูสามารถใช้ควบคู่กับยาหมอได้ผลดีเสริมสุขภาพเพื่อรองรับประสิทธิภาพ


 


เจียวกู้หลานฟอร์ยูเจียวกู้หลานป่าสมุนไพรมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เจียวกู้หลานฟอร์ยูสามารถใช้ควบคู่กับยาหมอได้ผลดีเสริมสุขภาพเพื่อรองรับประสิทธิภาพยา
ของคุณหมอให้ออกฤทธิ์ได้ดีกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือดและอื่นๆ
©ลิขสิทธิ์ 2556 99/62 หมู่ 12 ตำบลสันนาเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่